หลักการและเหตุผล
หลักการและเหตุผล
การถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อทั้งระบบสาธารณสุขและระบบการบริหารรัฐกิจของประเทศไทย สำหรับผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขนั้นร้อยละ 69.80 ของเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ (Contracting Unit for Primary Care) ทั้งหมดในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมี รพ.สต. ที่ถ่ายโอนให้แก่ อบจ. หมายความว่า มากกว่ากึ่งหนึ่งของเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิมีหน่วยบริการประจำแม่ข่ายและหน่วยบริการปฐมภูมิอยู่ภายใต้ต่างสังกัด ซึ่งภายหลังการถ่ายโอน รพ.สต. ให้แก่ อบจ. ในปี พ.ศ. 2565 ได้ก่อให้เกิดผลกระทบและข้อกังวลต่อคุณภาพบริการสุขภาพปฐมภูมิในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะระบบการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังและการบริการสุขภาพเชิงรุก
ไม่มีรูปแบบการกระจายอำนาจใดที่ “ดีโดยอัตโนมัติ” หรือ “ล้มเหลวและแย่เสมอไป”
ไม่มีรูปแบบการกระจายอำนาจและภารกิจใดที่ “ดีโดยอัตโนมัติ” หรือ “ล้มเหลวและแย่เสมอไป” และแต่ละภารกิจมีผลกระทบภายนอก (Externality) ต้นทุนต่อหน่วย (Unit Cost) และภาวะพึ่งพาอาศัยเครือข่ายการรับส่งต่อผู้ป่วย (Referral Network) ที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ ปัจจัยความสำเร็จร่วม (Shared Critical Success Factor) คือ บทบาทของภาครัฐส่วนกลางในการจัดสรรเงินอุดหนุนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ การทบทวนและปรับปรุงกฎหมายและระเบียบกฎเกณฑ์เพื่อสร้างความเป็นอิสระให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การส่งเสริมและพัฒนาขีดความสามารถด้านบริหารจัดการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน และกลไกการกำกับดูแลมาตรฐานคุณภาพในการบริการ (Bossert, 1998; Abimbola et al., 2019) กล่าวในอีกนัยหนึ่ง การกระจายอำนาจและภารกิจด้านบริการสุขภาพจะประสบความสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับคุณภาพ “ภาวะผู้อภิบาล” (Stewardship)” ของภาครัฐส่วนกลาง ปรัชญาหลักของโครงการวิจัยนี้ คือ การวิเคราะห์ ออกแบบ และพัฒนารูปแบบบทบาทหน้าที่ “ผู้อภิบาล (Stewardship)” ของหน่วยงานภาครัฐส่วนกลางในบริบทการถ่ายโอนภารกิจด้านบริการปฐมภูมิ หรือการถ่ายโอน รพ.สต. ให้แก่ อบจ.
โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ “ติดเขี้ยวเล็บและบ่มเพาะ (เสริมสร้างขีดความสามารถ)” ให้แก่ อบจ. ที่ได้รับการถ่ายโอน รพ.สต. ด้วยการแสวงหารูปแบบการทำงานที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพตามระบบและกลไก “พี่เลี้ยง” ตามกฎหมายลำดับรองที่ออกตามความใน พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 และ พ.ร.บ. ระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. 2562 โดยจะดำเนินการศึกษาและทดลองปฏิบัติจริงในเชิงการทดลองนำร่องในพื้นที่จังหวัดที่บุคลากร อบจ. และบุคลากรหน่วยงานสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในระดับพื้นที่สามารถให้ความร่วมมือเป็น “นักวิจัยในพื้นที่” โดยสิ่งที่พื้นที่ (อบจ.) และหน่วยงานสังกัดกระทรวงสาธารณสุขจะได้รับจากโครงการประกอบด้วย
“พี่เลี้ยง”ที่ประกอบด้วยนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิจัยพี่เลี้ยงซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงาน ใน อบจ.ต้นแบบ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
แนวทางการพัฒนาโครงการนวัตกรรมบริการสุขภาพปฐมภูมิที่สอดคล้องกับสภาพบริบทพื้นที่และกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ระบบฐานข้อมูลในรูปแบบกระดานข้อมูลตัวชี้วัดสุขภาพประชากร หรือตัวชี้วัดการปฏิบัติราชการอื่นของ รพ.สต. หรือข้อมูลมอื่นตามที่แต่ละพื้นที่มีความประสงค์ (โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ)
ค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการดำเนินการตามที่โครงการกำหนดตามระเบียบของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)
เป้าหมายโครงการ
ประชาชนในพื้นที่ อบจ. นำร่องซึ่งได้รับถ่ายโอน รพ.สต. มี “คณะผู้ให้บริการเวชศาสตร์ครอบครัว (Family Care Team: FCT)” ที่ประกอบด้วยแพทยเวชศาสตร์ครอบครัวและบุคลากรสหวิชาชีพดูแลเป็นรายบุคคล (Individualized Care) อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุม และผสมผสานตามบริบทความเหมาะสมของแต่ละครอบครัว ชุมชน และพื้นที่ นอกจากนี้ เพื่อให้ระบบการดูแลสุขภาพประชาชนตามหลักเวชศาสตร์ครอบครัวเกิดความยั่งยืน การศึกษานี้มีเป้าหมายพัฒนาพิมพ์เขียวอนาคตระบบสุขภาพปฐมภูมิของ อบจ. โดยบูรณาการยุทธศาสตร์ ด้านสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุขและมาตรฐานการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิตาม พ.ร.บ. ระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. 2562 กับระบบการประเมินประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น